ส่องงาน “Starlight Fantasy 2023” อีเวนท์คอสเพลย์จากมาเลเซีย กับบิ๊กไลน์อัพ “อิโนะอุเอะ มาซาฮิโระ”

(ไม่ได้แตะเว็บไซต์มานานเลย5555)

ช่วงต้นเดือนกุมภาที่ผ่านมา ผมไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อที่จะไปเจอนักแสดงไรเดอร์ในดวงใจอย่าง “อิโนะอุเอะ มาซาฮิโระ” เจ้าของบทบาทมาสค์ไรเดอร์ดีเคด จากที่ได้เห็นว่าเขามาอีเวนท์ที่ปีนังเมื่อกลางปีที่แล้ว และรู้สึกเสียดายที่ไม่รู้ข่าวให้เร็วกว่านี้สักหน่อย ไม่งั้นนะผมก็ไปหาด้วยแล้ว แต่ทางทีม KR Studio Base ของมาเลเซียที่เป็นคนพามาซาฮิโระมา ได้บอกในแฟนเพจตัวเองว่านักแสดงหนุ่มเจ้าของบทบาทผู้ทำลายล้างโลกไรเดอร์ จะกลับมาอีกแน่นอน

ผมก็รอ และก็ตามข่าวไป จนกระทั่งทางเพจเดียวกันแปะรูปโปสเตอร์โปรเจกค์ฮีโร่สีชมพูของมาซาฮิโระ และบอกว่าโปรเจกค์นี้จะมาเปิดตัวที่งานชื่อว่า Starlight Fantasy 2023 ที่กัวลาลัมเปอร์ แม้จะไม่ได้บอกว่ามาซาฮิโระมามั้ย?(อาจจะมาแค่ชุดฮีโร่สีชมพูและสูทแอคเตอร์ก็ได้…) แต่ลูกเพจเขาก็คิดเป็นเสียงเดียวกันว่า มาซาฮิโระมาแน่

จากวันนั้นยันวันงานก็ราวๆ เดือนกว่าๆ ก็พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับงานว่ามันเป็นงานแบบไหน? ต้องเสียค่าเข้าบัตรหรือเปล่า? และถ้ามาซาฮิโระมาจริงๆ จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง? พูดเลยว่าหายากมาก แต่สุดท้ายผมก็เจอเพจที่เป็นออแกไนเซอร์จัดงานนี้ นั่นก็คือ Radiance Work 

จากที่ผมดูภาพงานปีที่แล้ว บวกกับรอรายละเอียดทั้งหมดที่ทางเพจอัพเดต ก็ได้ข้อมูลทั้งหมดว่าเป็นงานอีเวนท์แบบเปิด ไม่มีค่าเข้า และในงาน มาซาฮิโระจะมาขึ้นสเตจ และก็ถ่ายรูปแจกลายเซ็นแฟนๆ โดยตัวงานจะเปิดบูธให้ซื้อกาชาในราคา 50 ริงกิต(ราวๆ 391 บาท) เพื่อลุ้นรับสิทธิ์ในการขอลายเซ็นและถ่ายรูปกับเจ้าตัว และในคืนวันเสาร์ยังมีกิจกรรมทานข้าวกับทีมงานและเกสท์ สนนราคาค่าเข้าอยู่ที่ 300 ริงกิต(ราวๆ 2,343 บาท) ซึ่งคุณจะได้ทานข้าวร่วมกับทีมงานและเกสท์แบบบุฟเฟ่ต์ พร้อมกับได้เสื้อยืดลายฮีโร่สีชมพูของมาซาฮิโระหนึ่งตัว ผมสนใจกิจกรรมนี้มาก เพราะผมไม่ค่อยมีดวงกับกาชาเท่าไหร่ ถ้าเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ มันก็น่าจะการันตีแล้วว่าผมจะไม่ผิดหวังกลับประเทศไทยแน่นอน

ผมกด Google Form เพื่อจะลงทะเบียน แต่มันติดตรงที่ว่า… รายละเอียดของฟอร์มมันรองรับแค่คนมาเลย์ เพราะ 1. ต้องกรอกเลข 4 ตัวท้ายของบัตรประชาชนมาเลย์ 2. ต้องชำระเงินด้วยการโอนเข้าบัญชีธนาคารในมาเลย์ของทางงาน และผมคนไทยอ่ะ… ผมอยากเข้าร่วมกิจกรรมนี้ผมต้องทำไง? ก็เลยทักไปทางเพจ Radiance Work ทีมงานน่ารักมากเลยนะ เขาแก้ปัญหาให้ผมดังนี้ ปัญหาแรก เขาให้ผมกรอกเลข 4 ตัวท้ายของพาสปอร์ตแทน และปัญหาสอง เขาให้ผมแคปแชทที่คุยกันนี่ แล้วอัพโหลดในช่องหลักฐานการชำระเงิน และให้ผมมาจ่ายหน้างาน ขอชมทีมงานเลยว่าน่ารักมาก และเอาใจใส่สุดๆ คิดว่าถ้ามีอีกในอนาคต เขาก็คงจะมีการเพิ่มเติมในส่วนตรงนี้ ถ้าไม่เปิดช่องทางชำระเงินสำหรับต่างชาติ ก็คงแบนไม่ให้ต่างชาติเข้าร่วมอ่ะ มีสองทาง(หัวเราะ)

เรามารีวิวงานกันดีกว่า งานจัดขึ้นในศูนย์การค้า Berjaya Times Square ห่างจากย่านบูกิตบินตังที่เปรียบดั่งสยามของบ้านเราไปไม่มาก ตัวงานจะตั้งอยู่สามโซน ตรงฝั่งซ้ายของชั้น G จะเป็นบูธของคอสเพลย์เยอร์และนักวาดของมาเลเซียที่มาเปิดบูธ ตรงกลางของชั้น G จะเป็นบูธสุ่มกาชาเพื่อรับสิทธิ์ใกล้ชิดมาซาฮิโระ และล้อมรอบไปด้วยบูธของคอสเพลย์เยอร์รับเชิญจากต่างแดน บูธของสังกัดวีทูปเบอร์ และอื่นๆ และ ตรงกลางของชั้นใต้ดิน ที่เป็นที่ตั้งของเวทีหลัก บูธแจกลายเซ็น และบูธอาหาร ร้านของเล่น เป็นต้น เป็นงานฟรีที่จัดระเบียบได้ดีมากเลยนะ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องรูปแบบพื้นที่ห้าง จนทำให้ตัวงานต้องแยกเป็นสามส่วนก็เถอะ

ในส่วนของกิจกรรมบนเวทีของมาซาฮิโระ ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์จะมีดีเทลที่แตกต่างกันอยู่ แต่ที่เหมือนกันแน่ๆ คือ มีการพูดคุยในช่วงแรก เปิด Opening ของโปรเจกค์ฮีโร่สีชมพูให้แฟนๆ มาเลย์ได้รับชมก่อนใคร โดยทางงานจะไม่ให้บันทึกภาพใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมดูแล้ว ผมว่าพรีเซนต์ได้ดีเลยนะ ถึงจะเป็นอินดี้ฮีโร่ แต่ก็ได้ทีมงานที่มาซาฮิโระรู้จักไม่ว่าจะจากไรเดอร์หรือกาโร่มาทำงานให้เลยนะ มันมีกลิ่นอายของไรเดอร์กับกาโร่ที่ผสมกันได้อย่างลงตัว และเรื่องนี้จะฉายในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ทางช่อง Youtube ของมาซาฮิโระนะครับ และอีกสิ่งที่เหมือนกันทั้งสองวันก็คือ การร้องเพลง Journey through the Decade นั่นเอง

แล้วส่วนที่ต่างล่ะ? ก็… เพลงที่สอง วันเสาร์แกร้อง Ride the Wind ส่วนวันอาทิตย์แกร้องเพลงภาษาญี่ปุ่นที่ดูจากคำแปลภาษาอังกฤษบนจอแล้ว มันมีความหมายโปรโมทให้คนญี่ปุ่นมาเที่ยวมาเลเซียเยอะๆ และก็จะมีการดึงคนดูให้ขึ้นมาบนเวทีด้วย ในส่วนของวันอาทิตย์ มีคอสเพลย์เยอร์ในชุดไรเดอร์ดีเคดเดินขึ้นมาเลย เท่มาก

ในส่วนของกิจกรรมแจกลายเซ็นนั้น เริ่มจากบูธสุ่มกาชาก่อนเลย เนื่องจากว่ามันเป็นกาชา ทำให้คนต่อแถวไม่ได้ยาวเป็นสองขดสามขดขนาดนั้น คนคงคิดว่ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ยังไงก็อยู่ที่ดวงอยู่ดี กาชาจะสุ่มด้วยซอฟท์แวร์หมุนวงล้อที่แบ่งเป็นหกช่อง ถ้าตก S กับ A จะได้รับแผ่นอะครีลิคสำหรับไปให้มาซาฮิโระเซ็น พร้อมถ่ายรูป ถ้าตก B จะได้ถ่ายรูปอย่างเดียว(ทีมงานตรงบูธกาชาจะถ่ายรูปคุณ และส่งให้กับทีมงานที่ประจำอยู่ตรงบูธแจกลายเซ็น) แต่ถ้าตก C, D และ E คุณจะได้แค่ของรางวัลปลอบใจเล็กๆ น้อยๆ(หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เกลือ”) กลับไป ซึ่งก็จะเป็นสินค้าจากอนิเมะเรื่องอื่นๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับมาซาฮิโระเลย

พูดง่ายๆ อัตราการได้ใกล้ชิดมาซาฮิโระที่บูธนั้นคือ 50:50

ผมก็ยืนดูตรงบูธกาชาเป็นเวลานานสองนานเลย รู้สึกว่าเกลือออกเยอะมาก จนรู้สึกหมดกำลังใจที่จะสุ่มเลย(หัวเราะ) แต่จริงๆ ถ้าซื้อ Goods ของฮีโร่สีชมพูก็สามารถเอาไปให้เขาเซ็นได้ทันทีเลยนะ ซึ่งทีมงานมาประกาศเรื่องนี้เอาก็ตอนวันอาทิตย์ พอประกาศปุ๊บ สแตนอะครีลิคหมดพอดี…

ระบบกาชาสำหรับการได้ใกล้ชิดกับมาซาฮิโระในงานนี้ ความเห็นผมนะ ข้อดีของมันเลยก็คือ มันช่วยไม่ให้เกิดแถวที่ยาวเกินไปจนกีดขวางคนเดินห้าง และช่วยให้คนที่ไม่ได้มาตั้งแต่เช้า ยังมีโอกาสที่จะได้ลุ้นรับสิทธิ์นั้นอยู่(เพราะสิทธิ์มีจำนวนจำกัด) และต้องเข้าใจด้วยว่า มันเป็นอีเวนท์เปิด เมื่อไม่มีค่าเข้างาน เขาก็ต้องหารายได้ทางอื่นเพื่อจ่ายค่าตัวเกสท์ ส่วนข้อเสีย หลังจากที่ผมกลับกรุงเทพมาใช้ชีวิตปกติ ผมก็ลองไตร่ตรองและสรุปออกมาได้ดังนี้… มันไม่เหมาะสำหรับคนดวงไม่ดี คนไม่ชอบเสี่ยงดวงเท่าไหร่ บอกก่อนว่า ไม่มีคนที่สุ่มได้แล้วเอาแผ่นอะครีลิคไปรีเซลล์นะครับ(หรือมีในกลุ่มแฟนโทคุในมาเลย์ผมก็ไม่รู้) ถ้าเป็นบ้านเรานะ ไม่เหลือ(หัวเราะ) กดรีเฟรชกลุ่มซื้อ-ขายของไรเดอร์ได้เลย แต่ในวันสุดท้าย ช่วงใกล้ปิดกิจกรรมแจกลายเซ็น สิทธิ์ออกไม่หมด ทีมงานเลยเอาแผ่นอะครีลิคที่เหลือเยอะมาก มาเดินขายแถวๆ บูธแจกลายเซ็นในราคา 200 ริงกิต(ราวๆ 1,563 บาท) เห็นแล้วก็สงสารคนที่เกลือ 4 ครั้งติดจริงๆ นะ และปัญหาการที่ของออกไม่หมด เพราะอัลกอริทึ่มของซอฟท์แวร์หมุนวงล้อมันคำนวณให้หมุนได้ไปทางเกลือเยอะเกินไป ถ้าเปลี่ยนไปใช้วิธีล้วงกล่องก็น่าจะยังพอคุมอัตราการออกได้อยู่ แต่สุดท้าย บูธแจกลายเซ็นวันสุดท้ายก็ได้จบลง โดยที่ยังเหลือสิทธิ์อีกเยอะมาก และเขาก็ไม่ลดราคาลงเพื่อละลายของเลยนะ สำหรับผม เกือบ 1,600 บาทก็เป็นราคาที่โอเค และลายเซ็นมันก็อยู่ในแพ็คเกจที่น่าสะสมและสามารถเก็งกำไรได้ในอนาคต แต่ทริปนี้ผมต้องจ่ายค่าใช้จ่ายแฝงไปพอสมควร และรู้สึกเกรงใจที่จะโทรไปขอยืมเงินจำนวนที่เยอะขนาดนั้นกับคนที่เมืองไทย

สุดท้ายเลยไม่ได้ลายเซ็นมาซาฮิโระกลับมา…

พูดถึงไฮไลท์อื่นๆ ในงานบ้าง บนเวที นอกเหนือจากมาซาฮิโระแล้ว ก็ยังมีวงดนตรี โคฟเวอร์แดนซ์ และวีทูปเบอร์ผลัดกันมาสร้างความสนุก แต่อีกไฮไลท์บนเวทีที่ผมว่าเด็ดเลยก็คือ ช่วง Happy Birthday ตัวละคร “เรม” จากอนิเมะเรื่อง Re:Zero คือวันงานวันอาทิตย์ตรงกับวันเกิดของนางพอดี นอกจากจะมีเค้กวันเกิด ให้คนหน้าเวทีร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์แล้ว ยังมีการเรียกเหล่าคอสเพลย์เยอร์ที่คอสเป็นเรม กะจากสายตาแล้วก็น่าจะเกือบสามสิบคนได้ มาขึ้นเวทีร่วมกับเค้กด้วย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมเห็นคอสเพลย์เยอร์ในชุดตัวละครตัวเดียวกันและอยู่ด้วยกันเกิน 10 คนอ่ะ โคตรขนลุกเลย(อันนี้ชมนะ)

และในส่วนของกิจกรรมทานข้าวในคืนวันเสาร์ จะเป็นซูชิสายพาน(แหม… ประจวบเหมาะกับที่มีข่าวพอดี แต่มาเลย์คงไม่มีเด็กเกรียนทำอย่างนั้นหรอก) ตอนแรกผมเข้าใจว่าจะมากันเต็มจำนวนที่เปิดให้จอง(เขารับ 150 คน) แต่พอไปถึงหน้างานจริงๆ ดูจากที่เขาเลื่อนๆ Google Form มีคนที่จ่ายเงินมาแค่สิบกว่าคนเอง ที่เหลือเป็นทีมงาน เกสท์ และทีมงานของเกสท์หมด ภายในกิจกรรมไม่มีพิธีรีตองอะไรเยอะ ฟีลเหมือนกินข้าวกับเพื่อน ก่อนกลับ ก็จะมีกิจกรรมชิงของรางวัลที่มาซาฮิโระนำมาจากญี่ปุ่น และให้คนที่มาร่วมกิจกรรมต่อแถวถ่ายรูปกับมาซาฮิโระ บรรยากาศครึกครื้นมากแม้ไม่มีแอลกอฮอล แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนไทยคนเดียวในงานก็อาจจะดูเหงาๆ หน่อย เพราะส่วนใหญ่พูดภาษาจีนกัน แต่ก็ยังมีคนคุยกับผมบ้างนะ รู้สึกอบอุ่นขึ้นเลย ที่คุยๆ ก็มีแค่ มาจากไหน ติดตามโทคุในประเทศตัวเองกันยังไง?

โดยรวมแล้ว การได้มาสัมผัสงานคอสเพลย์ของมาเลเซีย ได้มาเจอกับนักแสดงฮีโร่ในดวงใจ มันทำให้ผมรู้สึกประทับใจมากเลยนะ แม้ว่างานจะมีจุดที่คนต่างถิ่นจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ก็ตาม และผมก็อยากมาอีกบ่อยๆ ถ้ามีเงิน จากที่ดู เหมือนมาซาฮิโระซังจะชอบประเทศมาเลเซียมากๆ และคิดว่าเขาคงจะหาโอกาสมาประเทศนี้บ่อยๆ ถ้าใครอยากไปเจอเจ้าตัว โอกาสง่ายสุดก็คงต้องไปมาเลย์แล้วล่ะ

About Pan Yoshizumi 118 Articles
นอกจากซูเปอร์ฮีโร่จะเป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบแล้ว ผมยังชอบไอดอลสาว และการท่องโลกอีกต่างหาก....